
Permalinks (โครงสร้างลิงก์ถาวร) มีผลต่อ SEO อย่างมาก เนื่องจากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Google และผู้ใช้เข้าใจว่าเพจเกี่ยวกับอะไร ซึ่งมีผลต่ออันดับการค้นหาโดยตรง
เรามีดูกันว่า Permalinksแบบไหนสวย และดูดีอ่านง่าย จึงได้ใจGoogleไป พร้อมอธิบายว่าต้องไปตั้งค่าที่ไหน วิธีง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้
ผลกระทบของ Permalinks ต่อ SEO
- ช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
- URL ที่มีคีย์เวิร์ดช่วยให้ Google วิเคราะห์เนื้อหาของเพจได้เร็วขึ้น เช่น
✅example.com/seo-tips(ดี)
❌example.com/p=123(ไม่ดี)
- URL ที่มีคีย์เวิร์ดช่วยให้ Google วิเคราะห์เนื้อหาของเพจได้เร็วขึ้น เช่น
- เพิ่มโอกาสในการคลิก (CTR – Click Through Rate)
- URL ที่อ่านง่ายและตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาจะช่วยเพิ่มอัตราการคลิก เช่น
✅example.com/best-coffee-shops(มีความหมายชัดเจน)
❌example.com/category123?id=456(ดูไม่เกี่ยวข้อง)
- URL ที่อ่านง่ายและตรงกับสิ่งที่ผู้ใช้ค้นหาจะช่วยเพิ่มอัตราการคลิก เช่น
- ช่วยสร้างโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี
- การใช้ URL ที่มีหมวดหมู่ทำให้เว็บไซต์ดูเป็นระบบ เช่น
✅example.com/blog/seo-tips(ชัดเจนและมีลำดับชั้น)
❌example.com/article?id=98765(ดูซับซ้อน)
- การใช้ URL ที่มีหมวดหมู่ทำให้เว็บไซต์ดูเป็นระบบ เช่น
- ลดปัญหา Duplicate Content
- URL ที่ไม่ซ้ำกันช่วยป้องกันปัญหาการมีหลายลิงก์ชี้ไปยังเนื้อหาเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ SEO ลดลง
- เหมาะสำหรับการแชร์ลิงก์
- ลิงก์ที่สั้นและอ่านง่ายมีโอกาสถูกแชร์มากกว่าบนโซเชียลมีเดีย และสามารถทำให้จำง่าย เกิดความน่าเชื่อถือ
แนวทางแนะนำสำหรับ Permalinks ที่ดีเพื่อ SEO
✅ ใช้คีย์เวิร์ดหลักใน URL
✅ ใช้เครื่องหมายขีดกลาง (-) แทนขีดล่าง (_) หรือเว้นวรรค
✅ หลีกเลี่ยงตัวเลขหรือรหัสที่ไม่จำเป็น
✅ ทำให้ URL สั้นและกระชับ
✅ อย่าเปลี่ยน Permalink บ่อย ๆ เพราะอาจทำให้เสียอันดับ
หากเว็บของคุณเป็น WordPress สามารถตั้งค่า Permalink ได้ที่ Settings → Permalinks แล้วเลือกเป็น “Post name” เพื่อให้ URL เป็นมิตรกับ SEO
วิธีการตั้งค่า Permalinks ใน WordPress ให้เหมาะกับ SEO
การตั้งค่า Permalinks ใน WordPress ช่วยให้ URL ของเว็บไซต์อ่านง่ายและเป็นมิตรกับ SEO ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ดังนี้
1. เข้าไปที่เมนูตั้งค่า Permalinks
- เข้าสู่ระบบ WordPress Admin
- ไปที่ Settings (ตั้งค่า) → Permalinks (ลิงก์ถาวร) ตามรูปด้านล่าง

2. เลือกรูปแบบ Permalinks ที่เหมาะสม
WordPress มีโครงสร้าง Permalinks ให้เลือกหลายแบบ โดยแนะนำให้ใช้ Post Name หรือแบบที่มีโครงสร้างดีต่อ SEO เช่น
✅ Post Name (ชื่อเรื่องโพสต์) – แนะนำมากที่สุด

เหมาะกับทุกเว็บ เช่น เว็บข่าว, บล็อก, ธุรกิจ
✅ Custom Structure (โครงสร้างกำหนดเอง)
หากต้องการโครงสร้างที่เจาะจง เช่น รวมหมวดหมู่หรือวันที่
/%category%/%postname%/→ ใช้หมวดหมู่ใน URL/%postname%-%post_id%/→ ใช้ ID ของโพสต์รวมกับชื่อโพสต์
🚫 สิ่งที่ไม่แนะนำ
Plain (ค่าเริ่มต้น):example.com/?p=123(อ่านไม่รู้เรื่อง, ไม่ดีต่อ SEO)Day and Name:example.com/2024/02/01/sample-post/(เหมาะกับเว็บข่าวแต่ URL ยาวเกินไป)Numeric (ตัวเลขเท่านั้น):example.com/archives/123(ไม่มีคีย์เวิร์ด, เสียโอกาส SEO)
3. กด “Save Changes” เพื่อบันทึก
หลังจากเลือกโครงสร้าง URL ที่ต้องการ ให้คลิก “บันทึกการเปลี่ยนแปลง (Save Changes)”
ตั้งค่า .htaccess (หากจำเป็น)
หากหลังจากเปลี่ยน Permalinks แล้วเว็บมีปัญหา 404 Page Not Found
ให้ตรวจสอบว่าไฟล์ .htaccess สามารถเขียนได้ โดยอัปเดตโค้ดนี้ลงไปใน .htaccess
# BEGIN WordPress
RewriteEngine On
RewriteBase /
RewriteRule ^index\.php$ - [L]
RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-f
RewriteCond %{REQUEST_FILENAME} !-d
RewriteRule . /index.php [L]
# END WordPress
(ใช้ในกรณีที่โฮสต์ของคุณไม่ได้ตั้งค่าให้ WordPress เขียนไฟล์ .htaccess อัตโนมัติ)
ใช้ Redirect 301 หากมีการเปลี่ยนแปลง URL
หากคุณเปลี่ยน URLหรือโครงสร้าง Permalinks หลังจากเว็บเปิดใช้งานไปแล้ว ควรใช้ Redirect 301 เพื่อให้หน้าเว็บไซต์ที่ติดอยู่บนหน้าGoogle เมื่อคลิ๊กเข้ามาแล้วไม่เกิด404 และพาผู้เข้าชมเว็บไซต์ไปหน้าที่ถูกต้อง และไม่ให้เสียอันดับ SEO
สามารถใช้ปลั๊กอินจัดทำ Link 301 เช่น
🔹 Redirection
🔹 Rank Math SEO
🔹 Yoast SEO
สรุปPermalinks
✅ ใช้โครงสร้าง Post Name (/%postname%/) เพื่อ SEO ที่ดีที่สุด
✅ หลีกเลี่ยง URL ที่มีตัวเลขหรือพารามิเตอร์ที่อ่านไม่รู้เรื่อง
✅ หากต้องการหมวดหมู่ใน URL ให้ใช้ /%category%/%postname%/
✅ ถ้าเปลี่ยน Permalinks ควรตั้งค่า Redirect 301 ป้องกันลิงก์เสีย
ตั้งค่าให้ดีตั้งแต่แรก จะช่วยให้เว็บของคุณติดอันดับง่ายขึ้นบน Google



